นายแทม ดอทคอม
 
 วันอังคารที่ 22 เมษายน 2557 เวลา 00:11 น.

(ตอน 1) รีวิวข้อดี-ข้อเสีย นาฬิกาอัจฉริยะ Smart Watch Samsung Galaxy Gear Fit ฉบับใช้งานจริงมา 10 วันเต็ม

อินเทอร์เนตและเทคโนโลยี ›› แกดเก็ด เก็ดอิท
ผู้เขียน :

คุยกับนายแทม


คำค้น :

(ตอน 1) รีวิวข้อดี-ข้อเสีย นาฬิกาอัจฉริยะ Smart Watch Samsung Galaxy Gear Fit  ฉบับใช้งานจริงมา 10 วันเต็ม

(รีวิว นี้ขอค้างเรื่องภาพประกอบไว้ก่อนนะครับ เฉพาะเขียนรีวิวนี่ก็ 6 ชั่วโมงกว่า ๆ แล้ว ง่วงมากละครับ ใครชอบใจ ก็ขอแค่ช่วย "ขอบคุณ" ผ่านคอมเมนต์ทาง facebook และช่วยแชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ , สัญญาว่าจะกลับมาแปะภาพประกอบอย่างละเอียดให้เร็วที่สุดครับ)

ผม จะพยายามรีวิวด้วยความกระชับ แต่ได้ข้อมูลรอบด้านให้มากที่สุดนะครับ ผมใช้มาจนถึงวันที่เขียนรีวิวนี้ก็ 10 วันเต็มแล้ว ขอให้คะแนน Samsung Galaxy Gear Fit ดังนี้

  • ประสิทธิผลตามที่โฆษณา 8.5 เต็ม 10
  • ความสวยงาม (รูปทรง/จอแสดงผล/สายรัด) 10 เต็ม 10
  • ราคากับประสิทธิผล 6 เต็ม 10

ขอทวนข้อมูล
สำหรับคนที่เล็งนาฬิกาตัวนี้ไว้อีกครั้งนะครับ Gear Watch ออกมา 3 รุ่น คือ

  • Samsung Galaxy Gear 2 ราคา 8,900 บาท
  • Samsung Galaxy Gear Neo ราคา 5,900 บาท
  • Samsung Galaxy Gear Fit ราคา 5,900 บาท

ทั้ง 3 รุ่นมีจำหน่ายที่ Samsung Shop ในไทยครบ เชื่อมต่อกับมือถือ Samsung ยี่ห้อเดียวเท่านั้น และ จำกัดรุ่นเชื่อมต่อไว้ 20 รุ่นเท่านั้น ก่อนซื้อควรตรวจสอบว่า

  1. มือถือรุ่นของคุณเชื่อมต่อได้หรือไม่ ?
  2. ไป ลองเล่นตัวจริง หลาย ๆ ครั้ง อย่าเล่นแป๊ปเดียว ซื้อเลย (อย่ากลัวเสียหน้าครับ เล่นให้หนำใจก่อนจ่ายเงิน)  ** ในกรุงเทพฯ ผมแนะนำไปเล่น สาขา Gateway เอกมัย ชั้น 3 เพราะคนน้อยมาก คุณจะได้ลองเล่นสบายครับ **

จุดเด่นที่ทั้ง 3 รุ่นต่างกันยังไง
ผม ได้ลอง Gear 2 และ Gear Fit (Gear Neo เพิ่งว่างจำหน่ายเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2014 นี้เอง) ประมาณ 2 ชั่วโมง สรุปความแตกต่างได้ดังนี้

Gear 2
มี กล้อง 2 ล้านถ่ายรูป และ ถ่ายวีดีโอได้ 15 วินาที (คมชัดดี) , รับสาย – โทรออกจากตัวมันเองได้ , รับกาแจ้งต่าง ๆ ได้ครบถ้วน , เปลี่ยนสายได้ , คุณภาพสายแข็งแรงดีมาก , รูปทรงสี่เหลี่ยม (ผมว่ามันไม่สวยเมื่อวางบนข้อมือ มันโปน ๆ เหมือนขนมชั้นมาแปะบนข้อมือ) มีทุกอย่างที่ Gear Fit มี กันน้ำ-กันฝุ่น มาตราฐาน IP67 ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen โหลดแอพเพิ่มได้จาก Samsung Apps

Gear 2 Neo
เหมือน Gear 2 ทุกอย่าง ยกเว้น ไม่มีกล้อง , คุณภาพสายต่ำกว่า กันน้ำ-กันฝุ่น มาตราฐาน IP67 ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen โหลดแอพเพิ่มได้จาก Samsung Apps

Gear Fit
สาย เป็น Erastic สังเคราะห์ทนทาน , ไม่มีกล้อง , กันน้ำ-กันฝุ่น มาตราฐาน IP57 (ใส่อาบน้ำ / ว่ายน้ำไม่ได้นะครับ) , เปลี่ยนสายได้ 3 สี , รับสายไม่ได้ ทำได้แค่แจ้งให้รู้ว่ามีสายเข้า แล้วเราเลือกตัดสายทิ้งและ/หรือ ส่ง sms ออกแทน ใช้ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ Samsung เขียนเองโดยเฉพาะ

จุดเด่น 2 จุดที่คนให้ความชื่นชอบ Gear Fit คือ

  1. อยู่ที่รูปทรงยาวเหมือนกำไลจริง ๆ พอมาทาบบนข้อมือแล้วมันสวยเหมือนเครื่องประดับ
  2. เน้น เพื่อสุขภาพ ตรงที่ มีแอพเฉพาะโหลดจาก Samsung Apps ชื่อว่า Fitness with Gear ซึ่งจะเก็บ Log 4 อย่าง คือ จำนวนก้าวเดิน, ระยะการวิ่ง, อัตราการเต้นหัวใจ, การเคลื่อนไหวตอนนอน

เริ่มต้น Review Gear Fit เจาะลึก
กล่องทำจากกระดาษ Recycle ลายเหมือนไม้สวยมาก ในกล่องมี 3 ชิ้น คือ

  1. ตัวนาฬิกา
  2. ชุดหัวแปลงที่ยึดสายชาร์ตมาเลย (ไม่สามารถถอดสายออกจากหัวแปลงได้)
  3. หัว ต่อไฟเข้านาฬิกามีรู USB เพื่อเสียบ แล้วนำหัวต่อแตะด้านหลังนาฬิกาเพื่อชาร์ตอีกที (หัวต่อไฟหายก็งานเข้า ต้องซื้ออะไหล่อย่างเดียว)

จับ Gear Fit เชื่อมต่อกับ Note 2

ผม ใช้ Samsung Galaxy Note 2 เชื่อมต่อนาฬิกาเข้ากับ Note 2 ด้วยความถี่ของ Bluetooth 4.0 ซึ่งจะเชื่อมต่อแบบประหยัดพลังงานกับ Gear Fit ซึ่งตัว Gear Fit เองก็ใช้ Bluetooth 4.0 เหมือนกัน

กดปุ่ม Power บนตัว Gear Fit หน้าจอมันเองจะแสดงผลสถานะเริ่มต้นติดตั้งซอฟแวร์ (เข้าใจว่าเพื่อไม่ให้แบตหมดจากโรงงาน เลยไม่มีการโหลดซอฟแวร์เข้าหน่วยความจำชั่วคราวบนเครื่อง)

รอสักพัก ครับ หลังจากนั้น Gear Fitจะบังคับให้ดาวโหลดแอพ Gear Fit Manager จาก Samsung Apps ซึ่งก็วุ่นวายตรงที่ ผมไม่เคยอัพเดทตัว Samsung Apps เลย ต้องอัพเดทตัวแอพ แล้วอัพเดทแอพ Samsung Accounts อีก หลังจากนั้น Sign in กันสามรอบได้ และรีสตาร์ทเครื่อง Note 2 ทุกรอบอีกด้วย (ใครจะซื้อแน่ ๆ ก็อัพเดทแอพ 2 ตัวนี้กันไปก่อนนะครับ)


เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็เปิด Bluetooh , เปิดแอพ Gear Fit Manager และทำการแสกนหา ตัว Note 2 ก็จะพบอุปกรณ์ใหม่ ชื่อ “Gear Fit (5285)” ก็แตะเชื่อมต่อ หน้าจอ Note 2 และ Gear Fit จะสั่นขึ้นพร้อมกัน พร้อมแสดงรหัส Pair ก็แตะบน Note 2 และ Gear Fit ก็เรียบร้อยครับ

หน้าจอถัดไปมันจะถามเราเป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยว่า “คุณจะใส่นาฬิกาข้างไหน ซ้าย หรือ ขวา” ต้องเลือกให้ถูกนะครับ เพราะเมนูมันจะตะแคงหัวไม่เหมือนกัน ซ้ายทาง ขวาทางครับ เลือกเสร็จปุ๊ป ก็โหลดเข้าสถานะนาฬิกาพร้อมใช้งาน


เชื่อมต่อแล้วก็ตั้งค่า

เมนูตั้งค่าบน Gear Fit เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ การใช้งานก็ปัด ซ้าย-ขวา จะปัดทางไหน เมนูก็จะวนลูปมาเจอจุดตั้งต้น คือ หน้าปัดนาฬิกาครับ เรียงแบบนี้ครับ

Timer << Stopwatch << Sleep << Pedometer << Exercise << Hear Rate << (ปัดทางซ้าย) Clock (ปัดทางขวา) >> Notications >> Media Controller >> Settings >> Find My Device


ผมขอจำแนกเมนูหลักและย่อย ในการใช้งานเพื่อพิจารณาประกอบการ “จะซื้อ” ได้ดังนี้ เอาแบบชัด ๆ เลยครับ ผมขอแยก 2 หัวข้อ คือ เมนูตัวนาฬิกา กับ เมนูเกี่ยวกับสุขภาพ นะครับ

  (1) เมนูตัวนาฬิกา  

Clock (นาฬิกาหน้าปัด)
แสดงผลได้ 2 แบบ คือ

  1. แสดงเวลาอย่างเดียว (ทั้งแบบตัวเลข , แบบเข็ม , แบบตัวอักษรดิจิตอล)
  2. แสดงแบบผสมกับข้อมูลอื่นในหน้าจอเดียว เช่น วันเดือนปี , สถานที่และสภาพอากาศ , นัดหมายในปฏิทิน , จำนวนก้าวเดิน

ตัว พื้นหลังและรูปแบบนาฬิกาที่ใช้ในทุกเมนูนี้สามารถเปลี่ยนได้ ทั้งสีล้วน , จากภาพถ่ายอะไรก็ได้ โดยไปสั่งเปลี่ยนบน Note 2 ผ่านแอพ Gear Fit manager ในเมนูชื่อว่า Display >> Home screen styler ซึ่งทำได้รวดเร็วมากครับ เปลี่ยนบน Note 2 ปุ๊ป หน้าจอ Gear Fit เปลี่ยนปั๊ป


Notications (การแสดงผลแจ้ง)
มี ไอคอนแสดงจำนวนข้อความรวมใหม่ที่ไม่ได้อ่านบอกด้วย เมื่อแตะเข้าไปจะจำแนกเป็นไอคอนต่าง ๆ ที่มีข้อความใหม่เข้ามา พร้อมตัวเลข (อันนี้แสดงผลเหมือน iPhone เป๊ะ) เช่น facebook , Line , Whatsapp , email , miss called โดยทุกหน้าจอจะมีส่วนประกอบเหมือนกัน คือ ชื่อแอพ , วันเวลา , ลบทิ้ง , แสดงผลบนมือถือ , ปุ่มย้อนกลับ โดยวิธีการดูข้อความถัดไปหรือย้อนกลับ ก็ปัดซ้าย – ขวา แค่นั้น

ผมขอยกตัวอย่าง 5 แอพ ซึ่งจะทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
Facebook : จะแจ้งเป็นข้อความต่าง ๆ ตามที่เรากำหนดไว้ใน facebook Settings ซึ่งต้องไปตั้งบนหน้าเว็บ facebook.com เท่านั้นครับ

Line : จะแสดงผลเฉพาะข้อความที่เพื่อนตอบกลับและคอมเมนต์บน Timeline (ไม่แสดงข้อความของเราที่เราส่งไปนะครับ)

Email : ถ้าใช้แอพ Email ของตัวแอนดรอยด์ หรือ Gmail จะแสดงหัวข้ออีเมล์ทีละหน้าจอ แต่ถ้าไปใช้แอพอีเมล์ตัวอื่น ๆ เช่น K9 / SolMail มันรวบหัวข้ออีเมล์ต่อกันเป็นพรืด ลายตา จับความไม่ได้เลยครับ

Sms : แยกทีละข้อความ แสดงผลสวยงามดี ชอบครับ พร้อมฟังก์ชั่นส่ง sms สำเร็จรูปตอบกลับได้ด้วย

Missed Call : แสดงชื่อผู้โทรเข้า (ถ้ามีในสมุดรายชื่อ) พร้อมเบอร์ และ เมนู Quick Reply เพื่อส่ง sms สำเร็จรูปที่เราตั้งไว้ล่วงหน้า ไปยัง missed call แทนการโทร

 

ความพิเศษของ Notifications คือ เราสามารถแตะที่เมนู Show on device เพื่ออ่านข้อความด้วยแอพนั้น ๆ บนมือถือได้ทันที เช่น แตะ Line บน Gear Fit มันก็จะเปิดแอพ Line ขึ้นมาให้เราเลย (แต่ไม่แสดงไปยังหน้า Chat Room ของเพื่อนคนนั้นนะครับ .. มันเปิดแอพให้เฉย ๆ) แต่ถ้าเป็นพวก sms / email / missed call มันพุ่งไปยังข้อมูลนั้น ๆ โดยตรงเลยครับ


Media Controller (เล่นเพลง)
มัน จะเรียกใช้แอพชื่อ Play Music ของตัวแอนดรอยด์โดยตรง (ไม่สามารถเลือกใช้แอพอื่นได้) แตะปุ๊ป เพลงบน Note 2 ก็ดังทันทีครับ ปุ่มควบคุมบนหน้าจอ Gear Fit ก็มี play / pause / forward / backward และ ปรับเสียง เท่านั้นครับ ยังดีที่แสดงชื่อเพลงให้ด้วยตรงล่างสุดครับ ทำให้ผมเลือกเพลงได้สะดวก


Settings (ตั้งค่า)

เรา จะดูว่าแบตเตอร์รี่ของ Gear Fit เหลือเท่าไหร่ ? ต้องมาดูที่นี่เท่านั้นครับ หน้าจอบนสุดจะแสดงไอคอน Bluetooth ถ้าเป็นสีฟ้าก็เชื่อมต่ออยู่ ถ้าเป็นสีเทาก็ไม่ได้เชื่อมต่อ พร้อมไอคอนแบตเตอร์รี่บอกเป็น %

Clock – ปรับแต่งรูปแบบนาฬิกาแบบอย่างง่าย  โดยเลือกแบบสำเร็จที่มีให้
Wallpaper – ปรับแต่งพื้นหลังแบบอย่างง่าย โดยเลือกแบบสำเร็จที่มีให้ (เลือกรูปจาก Gear Fit ไม่ได้ ถ้าต้องการเลือกรูปต้องไปเลือกบน Note 2 ครับ)

Display – ปรับการแสดงผลแยกย่อยดังนี้
>> Brightness : ปรับความสว่างสูงสุดที่ 6 (จะขึ้นว่า Outdoor Mode) แต่ปกติผมใช้ที่ระดับ 3 ครับ
>> Wrist worn on : จะใส่นาฬิกาข้างไหน ปรับซ้าย – ขวา ได้
>> Rotate Screen : ปรับแสดงผลแนวนอน คือ ปัดซ้าย-ขวา (คือ เมนูที่เราเห็นตอนเปิดตัว ซึ่งอ่านยากมาก) ต่อมา Samsung เพิ่มการแสดงผลแนวตั้งก่อนวางขายจริง คือ ปัดขึ้น-ลง ทำให้เมนูเรียงจากบนลงล่าง เวลายกนาฬิกามาดู ไม่ต้องเอียงคอดู แต่ก็ลำบากเวลาอ่านข้อความถัดไป คือ เราต้องปัดซ้าย-ขวา (เหมือนเราใช้ Note 2 ที่หน้าจอแคบเหลือแค่ 1 เซนติเมตรหนะครับ)

>> Screen timeout : การดับหน้าจออัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่ 10 วินาที จนถึง 5 นาที
>> Home icon size : ขนาดไอคอนเมนูหลักมี ขนาดเล็ก (ซึ่งจะแสดงผลหลายไอคอนในหน้าจอเดียว) กับขนาดใหญ่ (แสดงผลไอคอนเดียวใน 1 หน้าจอ) ซึ่งเมนูจะไม่ทำงานเมื่อตั้ง Rotate Screen เป็นแนวตั้งนะครับ

>> Font Size : มี Small กับ Medium ซึ่งไม่จำเป็นครับ เมื่อเราจะอ่านข้อความใน notifications ถ้าจะขยายก็แตะ 2 ครั้งมันก็ zoom ให้ แตะสลับอีก 2 ครั้งก็ย่อลง เลยไม่รู้ว่าจะให้มาทำไม ?

>> Wake-up gesture : ถ้าเรายกนาฬิกาขึ้นมาดู จะให้มันแสดงผลอะไร มันมีให้เลือกแค่ ปิด , แสดงนาฬิกา , หน้าจอสุดท้าย ผมเลือกเป็นนาฬิกาครับ สะดวกกว่า
 

Bluetooth : มีเมนูเปิด-ปิดการเชื่อมต่อ
Double press : เอาไว้ควบคุมปุ่มด้านข้างซึ่งอยู่ด้านขวาของนาฬิกา ถ้าใส่ข้อมือซ้ายครับ มันให้เราตั้ง 1 ฟังก์ชั่นทางลัดตรงนี้ครับ เลือกได้เยอะมากครับ ผมเลือกเป็นวัดอัตราการเต้นของหัวใจครับ

Profile : เพื่อให้เราใส่เพศ , วันเดือนปีเกิด , ส่วนสูง , น้ำหนักตัว เพื่อคำนวณค่า BMI ครับ
Privacy Lock : ใส่รหัสปลด ล็อคครับ ผมว่าไม่สะดวกครับ หายก็หายไปเถอะ แลกกับความสะดวกเวลาจะอ่าน Notifications / ตอบกลับ sms เพราะสายรัดมันแน่นมาก ๆ ครับ

Reset Gear Fit : คืนค่าโรงงานกลับมา ข้อมูลทุกอย่างหายเกลี้ยงครับ


Find My Device (ค้นหามือถือที่เชื่อมต่อกับ Gear Fit)
แตะ ปุ๊ป Note 2 ดังสนั่นเลยครับ แม้จะตั้งปิดเสียง / สั่น หรือ Blocking Mode ไว้บน Note 2 ก็ตาม แต่ตัว Gear Fit เองไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ หากอยู่ไกลเกินจากสัญญาณ Bluetooth จะเชื่อมต่อถึงตัว Note 2 (5-10 เมตร) ก็ดับอนาถครับ กดไงก็หาไม่เจอ จึงเหมาะกับเวลาเราออกกำลังกาย โดยเฉพาะพวกยกเวทในฟิตเนส (แบบผม) ที่จะต้องทิ้งมือถือไว้ แล้วก็ลืม แค่เดินกลับมาบริเวณที่เราคิดว่า เราลืม “มันจะเชื่อมต่อหากันกลับโดยอัตโนมัติทันที (ถ้ามือถือไม่ได้ถูกปิดเครื่อง)” ก็กดเรียกดครับ .. สะดวกดีครับ และผมก็ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้หลายครั้งด้วยเช่นกัน (ขี้ลืม)


   (2) เมนูเกี่ยวกับสุขภาพ   

Timer (ตัวนับเวลาถอยหลัง)
เอา ไว้จับเวลาย้อนหลัง ใช้งานจริง คือ การนับเซท หรือ ออกกำลัง เพื่อให้หัวใจเต้นถึงจุด Peak ในเวลาที่กำหนด ตั้งแล้วกดเริ่มต้น พอครบมันจะสั่นครับ


Stopwatch (ตัวจับเวลาไปข้างหน้า)
ใช้ งานจริง คือ วิ่งแข่ง / ว่ายน้ำ ครับมี 10 คน ก็จับได้หมดเลย ดูย้อนหลังได้ด้วย เช่น คนแรกถึงเส้นชัยก็กดรูปนาฬิกาแค่นั้น คนสองถึงก็กด จนครบ 10 คน มันก็จะขึ้นลำดับที่ 10 – 1 พร้อมหน่วยเวลาระดับ มิลลิวินาทีให้ด้วยเลย


Sleep (ตัวจับเวลานอน)
ผม ใส่นอนทุกคืนครับ มันเบามากครับ ไม่รู้สึกรำคาญอะไรเลย (เหมือน Jawbone) ก่อนนอนเราต้องแตะปุ่ม Start และ หลังตื่นก็ต้องแตะปุ่ม Stop ในโหมด Sleep ด้วยตัวเองครับ “มันไม่ได้ทำงานอัตโนมัติ” นะครับ แรก ๆ ก็ขัดใจที่ทำไมต้องมาคอยแตะเปิด-ปิดการบันทึกเองวะ (ครับ) แต่พอเข้าวันที่ 3 ก็ชินครับ

แต่ผมพบปัญหา คือ ถ้าสายเรียกเข้ามาบน Note 2 ตัว Gear Fit ก็ยังสั่นนะครับ แม้ผมหลับไปถึงสวรรค์ชั้น 69 แล้ว ซึ่งทำให้ผมตื่นครับ แม้ว่าผมจะปิดเสียงบน Note 2 ไว้ก็ตาม ซึ่งมาทบทวนดูก็พบว่า ประโยชน์ข้อนี้มีไว้ในสถานการณ์จริงของผม คือ ผมกำลังดูหนังในโรงเมื่อวันก่อน แม้มือถือจะไม่มีเสียงหรือสั่น แต่ตัว Gear Fit สั่น เพื่อให้ผมรู้ว่า คนสำคัญโทรมาหรือเปล่า ? ผมก็ตอบกลับด้วย sms สำเร็จรูปที่ผมเลือกได้ว่า จะ “ส่งข้อความไหน” กลับไปให้เหมาะสมกับคนรับ มีลูกค้าโทรเข้ามา ก็ sms เป็นทางการหน่อย , และมีเพื่อนโทรมาอีก ก็ sms บอกว่า ดูหนังอยู่เว้ย เดี๋ยวโทรกลับ

 

แล้วถ้านอนจริง ๆ ไม่ใช่ต้องการแค่ความเงียบ ผมหาทางแก้มี 2 วิธีเลย คือ
1) ตั้ง Blocking Mode เอาไว้บน Note 2 ครับ คือ ไม่ให้มือถือรับสายเรียกเข้าจากใครเลย พอตื่นมาก็กด Stop การบันทึกการนอน สักครู่เราก็จะเห็น missed call แจ้งบน Gear Fit เอง ก็ค่อยโทรกลับไปครับ

2) ตั้ง Blocking Mode บน Gear Fit โดยตรงครับ สำหรับคนที่ลงแอพจำพวก Profile Manager ที่ตั้งเวลาไว้ว่า 22.00 – 06.00 น. ให้ใช้โหมด Silent โดยอัตโนมัติ พอมีสายเข้าบนมือถือตอนตีหนึ่ง มือถือมันไม่ดัง ไม่สั่นจริง แต่ Gear Fit จะสั่นครับ แต่ถ้าเราตั้ง Blocking Mode บน Gear Fit ให้เป็น ON เอาไว้ เวลาเราเริ่มบันทึกการนอน มันจะตัดการรบกวนทุกอย่างทิ้งหมดเลยครับ

ในเมนู Sleep ยังมีเมนูย่อยอีกดังนี้
>> History : แสดงเป็นกราฟครับ ดูไม่รู้เรื่องหรอก แยกข้อมูล 2 ส่วน คือ หลับกี่ชั่วโมง แล้วดิ้นพราด ๆ มากแค่ไหน (ฝันร้ายนะครับ)
>> Blocking Mode : มี On กับ Off ครับ


Pedometer (ตัวนับก้าวเดิน)
ฟังก์ ชั่นนี้กด Start ครั้งเดียว ใช้ยาวตลอดชีพครับ คือ มันจะเริ่มนับก้าวใหม่ทุกเที่ยงคืนครับ ไม่ต้องไปกด Stop แต่อย่างใด มีเมนูย่อยดังนี้
>> History : แสดงเป็นจำนวนก้าวเรียงตามวัน
>> Goal : ตั้งเป้าว่าจะเดินเท่าไหร่ต่อวัน โดยตั้ง-ลด เป้าการเดินได้ครั้งละ 1,000 ก้าว สูงสุด 99,000 และ ต่ำสุดที่ 1,000 ก้าวครับ เวลาเดินได้ครบ 50% ของเป้า มันจะขึ้นถ้วยรางวัลเก๋ไก๋ให้ด้วยครับว่า “เฮ้ย เดินได้ครึ่งเป้าแล้วนะ ..”
>> Reset Steps : ลบจำนวนก้าวที่เดินของ “วันนี้” ให้เป็น 0 (ค่าของวันที่ผ่านมาไม่ถูกลบครับ) ใช้ในกรณีที่มันผิดพลาดอะไรในการนับก้าวเท่านั้นครับ
 


Exercise (ออกกำลังกาย)
โหมดที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุด มีรูปแบบการออกกำลังกาย 4 ประเภทดังนี้ครับ
1) Running วิ่ง
2) Walking เดิน
3) Cycling ปั่นจักรยาน
4) Hiking ปีนเขา

โหมดวิ่ง
(เริ่มเหนื่อยการรีวิวละขอรวบนะครับ) โหมดนี้พิเศษมากตรงที่มี ฟังก์ชั่น Coaching (ผู้ฝึกสอน) ซึ่งใน Gear 2 และ Gear Neo ไม่มี ฟังก์ชั่นนี้นะครับ เมื่อเปิดฟังก์ชั่นนี้แล้ว ลำแสงวัดอัตราการเต้นของหัวใจจะเปิดทำงานตลอดเวลา เมื่อเราวิ่งถึงระยะทางหนึ่ง แต่หัวใจไม่เต้นถึงจุด Peak ตามดัชนี BMI (ซึ่งถ้าหัวใจเต้นไม่ถึงจุด Peak การออกกำลังกายนั้นก็เปล่าประโยชน์ครับ) ตัว Gear Fit จะสั่น (และสั่นแรงกว่าปกติด้วย) พร้อมข้อความว่า “กรุณาวิ่งแรงอีกเพื่อให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น”

 

เมื่อหัวใจ ถึงจุดที่กำหนดก็จะขึ้นบอกว่า ให้คงระยะอัตราการเต้นหัวใจนี้ไว้อีกกี่นาที เช่นให้คงไว้ที่ 130 bms ไปอีก 3 mins หรือ 5 km เมื่อวิ่งถึงจุดแล้ว ก็จะขึ้น Goal เป็นเหรียญเก๋ไก๋ เป็นถ้วยรางวัลให้เราว่า “คุณชนะแล้ววว ทาเคชิ”

แต่ถ้าไม่เปิด ฟังก์ชั่น Coaching (ผู้ฝึกสอน) ตัววัดอัตราหัวใจก็เปิดทำงานตลอดเวลาเช่นเดียวกันครับ เพียงแต่เราก็จะวิ่งแบบไม่มีเป้าหมาย วิ่งช้าบ้าง เร็วบ้าง หยุดบ้าง อันนี้เหมาะตอนที่เรากำลัง Cool Down ครับ

มากกว่านั้นเรายังตั้งเป้าหมายได้ 3 แบบ คือ
1) ระยะทางที่จะวิ่ง
2) เวลาที่จะวิ่ง
3) แคลอรี่ที่ต้องการเผามันออกไป

 

โหมดเดิน / โหมดปั่นจักรยาน / โหมดปีนเขา
เหมือนกับโหมดวิ่งครับ เพียงแต่ต่างกันที่
1) ไม่มี ฟังก์ชั่น Coahing ให้แค่นั้นเอง
2) ตัววัดอัตราการเต้นหัวใจสามารถเลือก เปิด-ปิดได้ (ในโหมดวิ่งจะเปิดตลอดเวลา)


Heart Rate (ตัวจับอัตราการเต้นหัวใจ)
โหมด นี้จะไม่เปิดตลอดเวลา เป็นการวัดแบบเมื่อเราสั่งให้วัดเท่านั้นครับ ขณะวัดก็นั่งนิ่ง ๆ จะหายใจเร็วหรือช้า ก็เอาตามจริง เช่น เพิ่งวิ่งเสร็จ แล้วอยากวัดก็วัดได้ครับ หายใจถี่ ๆ หอบ ๆ ก็ตามนั้น สามารถดูประวัติย้อนหลังได้เป็นรายครั้งเลยครับ เช่น วันนี้วัด 30 รอบ มันก็ขึ้นหมดครับ วันที่-เวลา และ อัตราการเต้นตอนนั้นอยู่ที่เท่าไหร่


ข้อมูลถูกบันทึกไว้ที่ไหน ?

ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ทั้งบนตัว Gear Fit และ บน Note 2 ด้วยแอพแยกออกมาชื่อ Fitness with Gear ครับ โดยในแอพบน Note 2 จะบันทึกได้ละเอียดทั้งหมดครับ เราสามารถดูย้อนหลังได้ และ Sync อัตโนมัติผ่าน Samsung Account ส่วนบน Gear Fit จะดูย้อนหลังได้ไม่กี่วันครับ และ บางส่วนก็ดูได้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้นครับ

ข้อมูลที่จะถูกเก็บไว้บนมือถือมีแค่ 4 ส่วนนะครับ
1) การนับก้าวเดิน
2) การออกกำลังกายทุกชนิด
3) อัตราการเต้นหัวใจ
4) บันทึกการนอนหลับ

 


หมวดหลัก
อินเทอร์เนตและเทคโนโลยี


หมวดย่อย
 
นายแทม นายแทม ดอทคอม ™ 2007 - 2020
อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหา ยกเว้นเพื่อการค้า

 นายแทม ดอทคอม |  นายแทม ดอทคอม
 นายแทม ดอทคอม |  @naitam

โดย ห้างหุ้นส่วนสามัญ นายแทม เว็บดีไซน์
ปณจ. 26 หางดง เชียงใหม่ 50230
052-081830